News

นักลงทุนสัมพันธ์

 

STA ปิดการขายหุ้นกู้ชุดใหม่วงเงินรวม 7,000 ล้านบาท ต่อยอดแผนเพิ่มกำลังผลิตยางแท่ง นักลงทุนสถาบันและรายใหญ่เชื่อมั่นจองซื้อเกินจำนวนที่จัดสรรไว้กว่า 3 เท่า

Backมีนาคม 31, 2565

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”) ผู้นำในธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จจากการเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่วงเงินรวม 7,000 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ตอบรับจองซื้อล้นเกินจำนวนที่จัดสรรไว้กว่า 3 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นในบริษัทฯ และศักยภาพธุรกิจ พร้อมนำเงินลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตยางแท่งตามแผนที่ประกาศไว้

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เมื่อวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2565 โดยมีผู้แสดงความต้องการจองซื้ออย่างคึกคักมากกว่า 3 เท่าของจำนวนหุ้นกู้ที่จัดสรรไว้ นับเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากการเสนอขายหุ้นกู้ชุดก่อนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในบริษัทฯ และตัดสินใจเข้าลงทุนในหุ้นกู้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอจากดอกเบี้ยและมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น

หุ้นกู้ที่เสนอดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.08% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.85% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.56% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.94% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 5 อายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.17% ต่อปี โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “A-” แนวโน้ม “Positive” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ตอกย้ำถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและแนวโน้มอุตสาหกรรมยางที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว

บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อลงทุนขยายกำลังการผลิตยางแท่งภายในโรงงาน 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานจังหวัดสระแก้ว กาฬสินธุ์ ตรังและเลย ซึ่งจะนำเทคโนโลยีระบบออโตเมชั่นเข้ามาปรับใช้ในทุกกระบวนการผลิต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อรองรับภาพรวมอุตสาหกรรมยางที่อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวส่งผลให้มีความต้องการใช้สินค้าเพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นทำผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ได้วางเป้าหมายเพิ่มปริมาณการขายยางธรรมชาติทุกประเภทรวม 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนมีปริมาณการขาย 1.3 ล้านตัน และจะเพิ่มส่วนแบ่งอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในตลาดโลกเป็น 12% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 10%

“เรามีความยินดีที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นและตอบรับจองซื้อหุ้นกู้ชุดใหม่ของบริษัทฯ เป็นอย่างดี รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 4 ราย และแสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อการลงทุนในหุ้นกู้ โดยบริษัทฯ จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ขยายกำลังยางแท่งตามแผน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เพื่อรองรับเป้าหมายปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป” นายวีรสิทธิ์ กล่าว